ถ้าเห็น
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๓๑๑๒. เรื่อง “เป็นบุญหรือไม่ครับ และกายที่เห็นมโนไปเองหรือเปล่าครับ”
กราบนมัสการหลวงพ่อ ผมไม่แน่ใจว่าคำถามที่พิมพ์ถามมาจะเหมาะสมหรือไม่ ก็สุดแต่หลวงพ่อจะเมตตาครับ
๑. คำถามนี้ไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่พุทโธแต่อย่างใดนะครับ จุดประสงค์ของคำถามคือ กลัวว่าสิ่งที่ทำจะไม่เป็นบุญครับ
การทำสมาธิเป็นการบริกรรมพุทโธ หากจิตไม่เป็นสมาธิจะเป็นบุญหรือเปล่า แต่ถ้าเป็น จะมากกว่าการทำทานหรือไม่ ตามที่มีคำกล่าวว่า ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่าสมาธิ (เป็นหรือไม่เป็น ไม่แน่ใจ) หนหนึ่ง หรือต้องให้เป็นอุปจาระขึ้นไปจึงจะได้บุญครับ
เพราะในบางวาระหลวงพ่อก็กล่าวว่า พุทโธเป็นเพียงคำบริกรรม ถ้านึกคำว่า “ขี้ๆๆ” ก็สามารถเป็นสมาธิได้ อย่างนั้นก็หมายความว่าการนึกคำว่า “ขี้” อย่างเดียว ถ้าจิตไม่เป็นสมาธิ จะนับว่าเป็นบุญที่เกิดจากการตั้งใจทำสมาธิไหมครับ
๒. ผมเคยมาภาวนาที่วัดหลายปีก่อน จิตยังไม่เป็นสมาธิดี แต่นึกอยากลองพิจารณากาย จึงลองจินตนาการว่าใต้ผิวหนังเป็นอย่างไร ซึ่งน่าจะมาจากสัญญาภาพจำจากสื่อที่เคยดู (มโนขึ้นเอง) หรือเปล่าผมก็ไม่ทราบครับ ทราบแต่ว่าตอนนั้นเหมือนเป็นภาพขนาดใหญ่ เห็นเลือดแดงใต้ผิวหนัง เหมือนจะมีปุดๆ เป็นฟองหรือเปล่า แต่ความรู้สึกคือตกใจมากจนผงะออกมา ผมคิดเข้าข้างตัวเองว่า หรือนั่นจะเห็นกายจริง เพราะถ้าเป็นแค่การมโน ทำไมผมถึงตกใจ
เมื่ออยู่ข้างนอกตอนที่ไม่ได้ทำสมาธิ ต่อให้นึกภาพแบบเดียวกันมันก็เฉยๆ ไม่รู้สึกอะไร ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด นั่นคือ (ตามภาษาหลวงพ่อ) ชิงสุกก่อนห่าม ขายก่อนซื้อ กำลังสมาธิไม่พอ จึงไม่สามารถคงภาพนั้นต่อไปได้
ผมอยากเรียนถามว่า ที่ผมเห็นมันเป็นแค่มโนภาพของผมเอง จิตผมมันมโนสร้างภาพให้ตกใจเอง หรือมันเป็นชั่วแว็บเดียวที่ผมได้เห็นกายจริงๆ ครับ
๓. ผมเป็นคนโทสะแรงมาก โมโหได้ทุกเรื่อง และส่วนใหญ่เป็นเรื่องของตัวเองหรือสภาพแวดล้อมที่เราควบคุมไม่ได้ ความโมโหมักเกิดตอนจดจ่อทำงานอื่นอยู่ (ไม่ได้พุทโธ เพราะต้องตั้งใจต่องานนั้น) แล้วมันไม่เป็นดังใจ บางครั้งจะโวยวายออกมาดังๆ หรือถึงขั้นเขวี้ยงปาข้าวของ (ถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วยจะคุมอารมณ์ได้) ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ
๔. ผมมีปัญหาเดินไม่สะดวก อยากเรียนถามว่า ผมสามารถนั่งอยู่กับที่ และกระดกเท้าหรือขยับทั้งขาบนเก้าอี้ แทนการเดินจงกรมได้หรือไม่ครับ หรืออย่างน้อยก็ต้องหาที่เดินสักหน่อย เหมือนหลวงปู่หลุยเดินจงกรมรอบกลดครับ ถ้าจะขยับมือก็เกรงว่าจะนอกสายไปเป็นแบบหลวงพ่อเทียนไปครับ
๕. เนื่องจากร่างกายผมมีข้อจำกัด ในอดีตผมเคยภาวนาทนกับเวทนาโดยไม่ทราบข้อจำกัดของร่างกายตัวเอง จนทำให้เกิดการบาดเจ็บที่กระเพาะปัสสาวะ ถึงขนาดปัสสาวะเป็นเลือด เข้าโรงพยาบาล คล้ายกับกรณีหลวงพ่อเคยเล่าว่า มีคนนั่งภาวนาติดต่อกัน ๑๘ ชั่วโมงจนกระดูกลั่น แล้วก็เข้าโรงพยาบาลเหมือนกัน จึงทำให้ผมค่อนข้างกลัวกับเวทนาที่มาขณะนั่งสมาธิ ที่ถึงแม้ปัจจุบันเราจะพยายามนั่งให้เหมาะกับสภาพร่างกายเราแล้ว แต่ความกลัวครั้งนั้นยังหลอกหลอนอยู่ รบกวนหลวงพ่อเมตตาแนะนำเรื่องนี้ด้วยครับ
๖. การทำปัญญาอบรมสมาธิ ผมฟังเทศน์หลวงพ่อมาหลายกัณฑ์ แต่หัวมันทึบเกินกว่าจะเข้าใจครับ ทำได้เพียงแค่การด่าตัวเองแรงๆ ด้วยคำหยาบคายต่างๆ นาๆ แต่ก็ไม่เคยจะเกิดเป็นความคิดที่ทำให้ตนเองวางเรื่องต่างๆ ลงได้ มีแต่ความรู้สึกว่าเรามุ่งมั่นกำปั้นทุบดินแบบพุทโธไปเรื่อยๆ จะเหมาะกว่า หลวงพ่อจะมีคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหมครับ
สุดท้ายนี้ ขออาราธนาให้หลวงพ่อมีสุขภาพแข็งแรง
ตอบ : คำถามๆ คำถามมามากมายมหาศาล แต่คำถามมันมากมายมหาศาลเพราะอะไร เวลาปฏิบัติไปแล้ว คำถามทุกคำถามก็สืบค้นฟังเทศน์แล้วก็จับประเด็นในที่ว่าเราพูดแต่ละครั้งแต่ละคราว
เวลาคนฟังเทศน์ๆ คนที่ฝึกหัดปฏิบัติ เขามาเล่าให้ฟังนะว่าเขาปฏิบัติแล้วเขากลับไปดูเทศน์เก่าๆ เขาบอก “หลวงพ่อ เทศน์เก่าๆ ดีกว่านี้เยอะเลย”
เทศน์เก่าๆ ตอนนั้นมันกำลังไฟแรง มันกำลัง แหม! ออกมาเต็มที่เลย แล้วภาษาเรา มันก็เหมือนเด็กจบใหม่ มันก็พูดตามข้อเท็จจริงในใจ แต่พอมีประสบการณ์มากขึ้นมันเริ่มเห็นน่ะ
แต่ก่อนเราไม่เคยเชื่อเลยว่าการภาวนานี้จะทำให้คนเป็นบ้าได้ เราค้านหัวชนฝาในใจเลยนะว่ามันเป็นไปไม่ได้ ทำดีมันจะไปเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร แต่พอนานเข้าๆ เออ! ยอมรับ ยอมรับว่าคนที่หลุดบ้าง ภาวนามีปัญหา เป็นเพราะว่ามันเป็นเรื่องกรรมเก่าของเขาหนึ่ง สอง มันเป็นเรื่องว่าเวลาภาวนาไปแล้วจิตมันไม่ปกติไง
เริ่มต้นการภาวนาของเรา ไอ้บ้าห้าร้อยจำพวก พยายามทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าใจสงบแล้วเป็นสากล สัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน แต่ละคนทำความสงบของใจเข้ามา จิตใจมันมีปมในหัวใจไง
อย่างเช่นถ้าทางการแพทย์ ทางการแพทย์เวลาจิตเภท เวลาจิตมันมีปัญหาร้อยแปด แล้วมีลูกศิษย์ลูกหามากมายมหาศาลเวลามาปฏิบัติที่นี่ เขาปฏิบัติแล้วเราก็ให้เขาภาวนาเลย เขาใช้ปัญญาไปเลยนะ สุดท้ายก็จินตนาการไปเพริศแพร้ว เขาบอกเขากินยาอยู่นะ ถ้ากินยาอยู่นะ หยุดเลย
บางคนเวลามันมีปัญหา ปัญหาคนที่มาฝึกหัดภาวนาที่นี่ไง เวลาอยู่นานไป สร้างตัวเองว่าตัวเองเป็นผู้บรรลุธรรม ตัวเองมีคุณสมบัติไง ไปสอนเขา ทีนี้สอนเขาอยู่ในวัดนี้เขาก็เชื่อกันไง เวลากินยามาก็บอกให้หยุดยาซะ พอหยุดยา โรคก็กำเริบ กลับไปบ้านพ่อแม่โทรศัพท์มาที่วัดเราเลยนะ เรียกร้องค่าเสียหาย
บอก อู้ฮู! ปวดหัวฉิบหาย
มีหลายคนที่มาภาวนาที่กลับบ้านไปแล้วมีปัญหานะ แล้วญาติก็มาที่นี่เลย จะมาเรียกค่าเสียหาย
เราคุยกับเขาบอกว่า ญาติของโยมมาภาวนาที่วัด แล้วไม่เคยคุยกับเราแม้แต่คำเดียวเลยนะ เช้าก็มาศาลา ทานข้าวเสร็จก็กลับไปภาวนา เราไม่ได้สอนอะไรสักคำหนึ่งเลย แล้วเขาก็ไม่เคยถามปัญหาอะไรเราเลย ไอ้พวกภาวนามันสอนกันเอง แล้วสุดท้ายแล้วกลับไปบ้าน ไปเกิดอุบัติเหตุรถชน ดี ยังไม่เสียชีวิต มีปัญหาไปร้อยแปด
เวลามีปัญหาไปร้อยแปดเพราะอะไรล่ะ
แต่ก่อนไม่เชื่อนะ การภาวนาจะให้ถึงขาดเสียสติ ไม่เคยเชื่อ แล้วไม่ยอมเชื่อด้วยนะ แต่ประสบการณ์เดี๋ยวนี้เชื่อ เชื่อเพราะอะไร เพราะเขามีต้นเหตุมาตั้งแต่ต้น
ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ ไอ้ที่ว่าภาวนาๆ ต่างคนต่างนึก ต่างคนต่างคิดไป มันเป็นไสยศาสตร์ทั้งนั้นน่ะ มันออกไปนอกลู่นอกทาง
แต่ถ้าเอาจริงเอาจังขึ้นมา เวลาเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ แล้วเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา คำถามไง คำถามว่า ปฏิบัติมามากมายแล้วมันไม่ประสบความสำเร็จไง
เวลาไม่ประสบความสำเร็จ เราก็คิดของเราเหมือนกัน เวลาลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เวลาหลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัว ท่านสอน เวลาเข้าไปหาหลวงปู่มั่นทั้งชีวิต เป็นหมื่นเป็นแสนนะ เหลือมากี่องค์
แล้วเวลาไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านพิจารณาด้วยว่าควรปฏิบัติหรือไม่ควรปฏิบัติ แล้วปฏิบัติแต่ละองค์ก็ไม่เหมือนกัน เช่น หลวงปู่อ่อนท่านให้บริกรรมยาวๆ หลวงปู่จวนอย่างนี้ ครูบาอาจารย์แต่ละองค์จริตนิสัยไม่เหมือนกัน ถ้าจริตนิสัยไม่เหมือนกัน ทำให้สงบเหมือนกัน มันเป็นอย่างไร ที่ในวงกรรมฐานที่เป็นข้อเท็จจริง เห็นไหม
ส่วนใหญ่ไอ้นั่งบนศาลาๆ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น แล้วนั่งสมาธิ นี่มันเป็นสาธารณะ มันเป็นพื้นฐาน เวลากลับไปกุฏิทำอย่างไรต่อ
มันมีสายหลวงปู่ฝั้นท่านทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น แล้วเวลาทำวัตรแล้วนั่งภาวนา แต่เวลาเป็นสายบ้านตาดท่านไม่ให้ทำเลย ไม่เหมือนกัน
เราเคยอยู่มาทุกวัด เราก็เที่ยวมาทั่ว ไอ้ที่นั่งภาวนา เราก็นั่งภาวนากับเขา เวลานั่งภาวนากับเขา พอนั่งไปแล้วมันต้องมีสติไว้ ไม่ได้อวดนะ ไม่ได้อวด กลัวจิตมันลงไง ถ้าจิตมันลงแล้วนะ ถ้าเขาลุก เราไม่รู้ตัวขึ้นมา เขาจะหาว่าเราอวด แล้วถ้าอวดแล้วเดี๋ยวโดนเขาแกล้งอีก ไปอยู่ไหนต้องระวังตัว กลัวเขากลั่น กลัวเขาแกล้ง กลัวเขากีด กลัวเขาขวาง กลัวไปทุกเรื่อง ถ้าสังคมมันเป็นอย่างนั้น
แต่เวลาอยู่บ้านตาดนะ ท่านพูดเอง บอกว่า เวลาท่านเทศน์ ท่านเทศน์สองวันสามวันที สองวันสามวันที เวลาท่านเทศน์ชั่วโมงกว่า เราก็นั่งฟังอยู่ด้วยทั้งนั้นน่ะ แล้วพอเทศน์เสร็จก็กลับ กลับไปเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เรานี่ ๒๔ ชั่วโมงเลย จะเอาอย่างไรก็ได้ อย่างที่ว่า ไม่ได้นอนเลย เวลาจิตมันขึ้นไปมหาสติ มหาปัญญา นอนไม่ได้ มันตื่นโพลงอยู่อย่างนั้นน่ะ เวลานอนไม่ได้นี่นอนไม่ได้เลย
แล้วจะทำให้นอนได้ เห็นไหม เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นไง “เวลาใช้ปัญญาๆ ใช้ปัญญาไปแล้วนะ ใช้ปัญญาจนหลับจนนอนไม่ได้”
“นั่นน่ะสมบัติบ้า นั่นน่ะไอ้บ้าสังขาร”
ต้องรั้งให้อยู่ ต้องเอาให้ได้ ถ้ารั้งไม่อยู่ เอาไม่ได้ ภาวนาไม่เป็น เวลาภาวนาข้างล่างไม่เป็นๆ ขี้ทุกข์ขี้ยาก ภาวนาเจียนตาย เวลามันภาวนา มันสว่างโพลง มันลุกโพลงขึ้นมา มันไปข้างบนแล้วนะ มันหยุดมันยั้งไม่ได้เลย มันเลยไปเข้ากับรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะๆๆ อวิชชา ไม่ใช่อุทธัจจะกุกกุจจะ
อุทธัจจะกุกกุจจะ พวกเรานี่รู้ ฟุ้งซ่าน รำคาญ ทุกข์ยาก
อุทธัจจะ นั่นมันเพลินในงานน่ะ โอ้โฮ! มันหลับมันนอนไม่ได้นะ
ถ้าคนภาวนาเป็นพูดมาเถอะ จิตอยู่ภูมิไหน อยู่แค่ไหน ฟังรู้ทันที นี่พูดถึงว่าเวลาภาวนาไง
ฉะนั้น คำถาม ผู้ถามๆ มันถามมาด้วยความคับแค้นใจ ภาวนามาตั้งนานไม่เห็นได้อะไร แล้วก็ที่ถามมานี่คือคำเทศน์เราทั้งนั้นน่ะ
คำถามที่ว่า ไม่ได้ลบหลู่พุทโธ เวลาพุทโธๆ ไปแล้ว สิ่งที่ว่าทำสมาธิๆ ที่ว่าเวลาคำถามไง ถามว่า ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสมาธิได้หนหนึ่ง
ไอ้นี่มันเป็นข้อเท็จจริงเลยล่ะ มันเป็นข้อเท็จจริงสำหรับวุฒิภาวะของจิต บุญและบาปในหัวใจของคน ไอ้แค่ที่ว่าเรากำหนดพุทโธๆ เวลากำหนดพุทโธๆ ถ้าเราจะกำหนดพุทโธ เราก็ต้องมีศรัทธา ต้องมีความเชื่อ ถ้ามีศรัทธาความเชื่อแล้วสัทธาจริต สัทธาจริตเขาก็พุทโธของเขาไปได้ ไอ้พุทธจริตพุทโธไม่ได้หรอก พุทโธอกแทบแตก พุทโธไปแล้วทำสมาธิไม่ได้
ฉะนั้นบอกว่า แล้วจะบอกว่าทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง มันจะจริงหรือ เวลาคำถามแค่บอกว่า ที่ทำมันเป็นบุญหรือเป็นบาป
มันเป็นบุญอยู่แล้ว มันเป็นบุญเพราะอะไร เวลานะ นี่ไง บุญกิริยาวัตถุ ทำทาน ทำทานต้องมีไทยทานใช่ไหม แล้วเราก็เอาไทยทานใส่บาตรไป มันเอาไทยทาน เอาวัตถุธาตุนั้นเป็นพยาน
การนั่งสมาธิๆ สิ่งที่นั่งสมาธิ บุญกิริยาวัตถุ เพราะอะไร เพราะเราจะนอนก็ได้ เราจะโลดเต้นเผ่นกระโดดอะไรก็ได้ เราเสียสละมานั่งสมาธินี่ก็บุญนะ บุญในพระพุทธศาสนานะ การให้ทาง เดินมา เราเห็นคนมา เราหลบให้เขา นั่นก็เป็นบุญนะ
ทาน ว่าทาน โอ้โฮ! ต้องถวาย ไม่ถวายไม่เป็นทาน
พ่อแม่เลี้ยงลูกก็เป็นทาน
นี่ก็เหมือนกัน ฉะนั้นบอกว่า เวลาที่มันเป็นสมาธิหรือไม่เป็นสมาธิ
แค่เชื่อในพระพุทธศาสนามันก็เป็นบุญแล้ว แล้วพอเชื่อพระพุทธศาสนา เราจะฝึกหัดปฏิบัติ ไปถามสิ คนที่เขาต่อต้านที่เขาไม่ปฏิบัติ เขาว่า หนึ่ง ไอ้พวกปฏิบัติมันมีเวลาว่างมากเกินไป เราเอาเวลาไปทำมาหากิน ไอ้นี่มันเดินไปเดินมาทำไม
เราเคยอยู่ เวลาภาวนา เราภาวนา ๒๔ ชั่วโมง อดข้าว ๒ ปี ๓ ปี ลุยมาเต็มที่ ลุยมาเต็มที่เพราะอะไร เพราะมีครูบาอาจารย์เป็นแบ็กไง มีครูบาอาจารย์คอยเสริมไง
แต่ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ ทำอีลุ่ยฉุยแฉกแล้วไปให้เขาหลอก นั่งงงๆ อยู่สองทีแม่งสำเร็จหมดน่ะ ทำอะไรหมุนไปหมุนมาบรรลุธรรม ไร้สาระ ทำไมเอ็งมีวุฒิภาวะแค่นี้ เอ็งไม่รู้ว่าเอ็งเกิดมาจากอะไร แล้วเกิดมาทำไม แล้วเกิดมาทำอะไร แล้วบรรลุธรรมก็มีคุณสมบัติอย่างนี้ ไม่รู้อะไรเลยอย่างนี้บรรลุธรรม
คู่ที่หนึ่งนะ เกิดอีก ๗ ชาติ พระโสดาบันเกิดอย่างมากอีก ๗ ชาติ เอ็งไม่รู้ได้อย่างไร เพราะเป็นปุถุชนไม่รู้ เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีต้นไม่มีปลาย ไม่รู้หรอก ทำสมาธิได้มันก็จินตนาการไปทั่ว ถ้าจิตเป็นสมาธิได้ ตายก็เกิดเป็นพรหม เพราะขันธ์ ๑ แต่เวลาบรรลุธรรมมันสมุจเฉทปหาน มันนิโรธ มันตัดสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส พาดกระแส
“อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ” ถ้ามันเป็นจริงน่ะอีก ๗ ชาติ มันรู้มันเห็น มันชัดมันเจนของมันนะ มันชัดเจน
กลับมาที่คำถามนี้แหละ ไอ้ที่ว่าเวลาพุทโธๆ มันจะมีบุญกับทำทานร้อยหนพันหน กับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง
เวลาความคิดคนเป็นนามธรรม จิตเราจะคุมได้ ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ พุทโธๆ นี่คิดหนึ่ง คิดพุทและโธ แต่ถ้าไม่คิดหนึ่งมันก็คิดร้อยแปดพันเก้า คิดไปตามแต่อารมณ์ แต่เราคิดหนึ่งไง คิดพุทโธๆ นี่คิดหนึ่งนะ ถ้าคิดหนึ่งนะ มันก็ปลอดภัยแล้ว มันเป็นบุญไม่เป็นบุญ
มันเป็นบุญมาก
คนจะปล้น คนจะทำร้ายกัน แค่มีสติ ไอ้คนที่โกรธจัดๆ ถ้ามีสติสัมปชัญญะมันยับยั้งได้แล้ว ถ้าสติมันเป็นตัวสติที่สมบูรณ์แบบนะ
ไอ้นี่บอกว่า เราว่าเป็นสติ
ฆ่าเขาเสร็จแล้วยังว่ามีสตินะ เราคิดไปเองไง เราคิดไปเองเพราะเราเป็นชาวพุทธไง เวลาพูดธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ฉะนั้น สิ่งที่บอกว่า เวลาพุทโธๆ ถ้ามันเป็นบุญหรือไม่เป็นบุญ
แค่เกิดเป็นมนุษย์มันก็มีบุญแล้ว เชื่อในพระพุทธศาสนานะ ในสมัยพุทธกาล ลูกเศรษฐี มีลูกชายคนเดียว เขามีเงินมากมายแต่เขาไม่กล้ารักษาลูกเขา เขาขี้เหนียว เวลาจะไปเอาหมอมารักษาก็กลัวหมอจะมาเห็นทรัพย์ จะเรียกทรัพย์แพง สุดท้ายแล้วก็ตระหนี่ถี่เหนียวก็ไปถามหมอว่า ถ้าเจ็บป่วยอย่างนี้จะรักษาอย่างไร ก็ไปถามหมอ ถามหมอเสร็จก็ไปหายามารักษาเอง
มันเจียนตายไง พอเจียนตายก็ไปไว้หน้าบ้าน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบิณฑบาตตอนเช้า เล็งญาณแล้วเห็นว่าลูกเศรษฐีเขามีบุญอยู่ ก็เดินบิณฑบาตผ่านหน้าบ้านเขาไป
นี่เขาขี้เหนียวจนรักษาลูกยังไม่กล้ารักษา เขาจะทำบุญได้อย่างไร
พอเดินผ่านไป แสงฉัพพรรณรังสีมันส่องไป เขานอนอยู่นะ เฮ้ย! แสงอะไร เขาเหลียวไปมอง โอ้โฮ! เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โอ้โฮ! เขามีความปลื้มใจมาก ตายขณะนั้นนะ ไปเกิดเป็นเทวดา
เขาไม่ทำอะไรเลยนะ แค่เห็นแสงสว่างฉัพพรรณรังสีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเกิดเป็นเทวดา พอเกิดเป็นเทวดา โอ้โฮ!
แค่เห็นแสง เห็นแสงฉัพพรรณรังสีแล้วมันศรัทธา มันปลื้มใจ แล้วเขาก็คิด ไปคิดน้อยใจไง โอ้โฮ! พ่อเราเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีขนาดนั้น ถ้าทำบุญกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันจะได้บุญขนาดไหนไง
อันนี้เศรษฐีก็มีลูกคนเดียว เป็นเศรษฐี พอลูกตายไปแล้วก็ปวดหัวแล้ว ใครจะรับทรัพย์สมบัติ มรดกนี้จะให้ใคร โอ้โฮ! ก็ไปนั่งร้องไห้ที่หลุมฝังศพนั้นประจำ
ธรรมบทน่ะ ไอ้ลูกก็เห็นพ่อ ลูกก็เกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์นะ ไอ้พ่อก็มานั่งร้องไห้ที่หลุมศพทุกวัน
โอ้โฮ! ถ้าเราทำอย่างไรให้พ่อศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ เขาจะได้บุญมากเลย ขนาดเราแค่เห็นแสงฉัพพรรณรังสีนะ
สุดท้ายนะ เวลาพ่อจะมาร้องไห้ที่หลุมศพ เขาก็มาแกล้งร้องไห้ก่อน เขาแปลงกายเป็นมนุษย์มานั่งร้องไห้อยู่ไง ไอ้พ่อก็จะไปร้องไห้ อ้าวเฮ้ย! วันนี้มีใครมาร้องไห้ก่อนกูวะ ก็ถามว่า เฮ้ย! เอ็งมาร้องไห้ทำไม
ร้องไห้จะเอาดาวเอาเดือน
มึงจะบ้าหรือ ดาวเดือนจะเอาได้อย่างไร
แล้วมึงไม่บ้าหรือมาร้องไห้ คนตายไปแล้วมาร้องไห้ทุกวันน่ะ
โอ้โฮ! ได้สตินะ ถามว่ามึงเป็นใคร
โฮ้! ข้าพเจ้าก็คือลูกของพ่อไง ไอ้ที่นอนตายหน้าบ้านน่ะ แค่เห็นแสงฉัพพรรณรังสีมันปลื้มใจ ความปลื้มใจนั้น บุญในใจนั้นไปเกิดเป็นเทวดา ไอ้พ่อขี้เหนียวนัก นี่เขาเห็นไง
ย้อนกลับมาคำถามนี้ นั่งพุทโธๆ
พุทโธคือพุทธะนะ ไอ้นั่นมันเห็นแสงฉัพพรรณรังสี ไอ้นี่เราระลึกถึงท่านเลย นึกพุทนึกโธเลย หัดภาวนาของเราเลย แต่ได้อะไร ได้เจ็บปวด ได้เวทนา ได้เกือบตาย
อ้าว! ก็เราจะเท่าทันกิเลสในใจ เห็นพญามารไหม เห็นกิเลสไหมว่ามันร้ายกาจแค่ไหน แล้วเวลาบุรุษนั้นเขาตาย เขาเห็นแล้วเขาตาย เขาไปเลย แต่ไอ้เรา เรารับรู้อยู่ แต่เรายังมีกรรมเก่า กรรมใหม่ กรรมเก่าคือสิ่งที่เราเกิดเป็นมนุษย์ไง กรรมใหม่คือการฝึกหัดปฏิบัตินี่ไง เรายังไม่ถึงกาลเวลา ถึงหมดอายุขัย จะได้รับผลอย่างไรไง เห็นไหม กรรมเก่า กรรมใหม่
นี่เหมือนกัน พุทโธๆ มันจะได้บุญจริงหรือ แล้วเวลาหลวงพ่อบอก จากพุทโธๆ ต้องเป็นขี้ๆๆ
แล้วขี้ ไอ้คำนี้มันเป็นการหยามหมิ่นของนักปราชญ์ราชบัณฑิต เขาว่าไอ้พวกพุทโธๆ ไอ้พวกโง่เขลาเบาปัญญา ไอ้พวกไม่ลึกซึ้งในพระพุทธศาสนา เขาดูหมิ่นดูแคลน พอดูหมิ่นดูแคลน หลวงปู่เจี๊ยะท่านอยู่ที่วัดอโศฯ นั่นแหละ ไอ้พวกที่เป็นมหาๆ มันดูหมิ่นดูแคลน ท่านก็เลยต้มน้ำร้อน เขามาก็นิมนต์ให้เขาฉันน้ำร้อน แล้วก็นั่งถกธรรมะกันไง
ทีนี้ถกธรรมะกัน กรรมฐานเขาถกธรรมะอย่างนี้ ไอ้ที่ว่า ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ไอ้พวกภาวนาเป็นไม่เป็นเขาเป็นอย่างนี้ เขาก็สมมุติขึ้นว่ามีคนโง่คนหนึ่ง
เพราะเขาหมิ่นเขาแคลนว่าไอ้พุทโธนี่คนโง่คนเขลา ไม่มีการศึกษา ไม่มีปัญญา จะปฏิบัติอย่างไร
หลวงปู่เจี๊ยะก็ถามเขา คุยกันก่อน คุยกันให้เป็นสัมมาทิฏฐิให้มีความเห็นตรงกันว่าเราคุยกันเป็นปัญญาชน แล้วก็พูดว่า ผมไม่ได้เรียน ไม่ได้เรียนปริยัติ ไม่ได้เรียน ๙ ประโยค ทีนี้ผมขอถามปัญหาท่านข้อหนึ่ง บอกว่า อย่างผมคนโง่ๆ อย่างนี้ ถ้านึกบริกรรมว่าขี้ๆๆ จิตผมจะสงบได้หรือไม่
นี่นักศึกษานะ นักศึกษาธรรมวินัยนะ มา ๓–๔ องค์ ตอบพร้อมกันเลยว่า ได้
ไอ้นี่คำว่า “ได้” ถ้าเขาทำจริงทำจังเขาก็ได้ของเขา คำว่า “ได้” เพราะว่าถ้าโดยธรรมชาติเขามีสติปัญญาเขาก็ระลึกพุทโธ แต่ของเรา เรามีศรัทธาความเชื่อ แต่วิธีการเราเข้าใจไม่ได้ แต่ถ้าเรามีคำบริกรรม สำคัญที่มีคำบริกรรม สำคัญที่มีคำบ่นอยู่นี่ คำบ่น คำบ่มเพาะ
ถ้าไม่มีนวกรรม ไม่มีการกระทำ ไอ้ที่ว่านั่งว่างๆ ว่างๆ นั่งหลับกันไปหมดน่ะ เพราะมันไม่มี มันไม่มีการเคลื่อนไหว
การเคลื่อนไหวของจิตเคลื่อนไหวเพื่อสงบไง
ดูสิ น้ำตะกอนนอนก้นจากแก้ว มันก็อยู่ก้นแก้วนั่นน่ะ ถ้ามันนอนก้นแก้วได้ คำบริกรรมมันก็สงบตัวลงไง ฉะนั้น ไอ้คำว่า “ขี้ๆ” มันเป็นการเย้ยหยันของพวกปัญญาชนว่าไอ้พวกกรรมฐานมันโง่เง่าเต่าตุ่นไง แต่ด้วยเอาเหตุเอาผล ธมฺมสากจฺฉา เขาก็เป็นคนตอบเองว่าได้
ถ้ามันได้ ถ้ามันได้มันก็กลับไปสงสัยไอ้คำถามคนถามนี้
“๑. บริกรรมพุทโธมันจะได้บุญจริงหรือ แล้วทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง แสดงว่ามันต้องเป็นอุปจารสมาธิหรือ”
แค่เราคุยนะ คนพาลนะ เขาไม่มีเหตุมีผล เขาพาลไปทำสังคมวุ่นวายไปหมดน่ะ แล้วคนพาลนั้นน่ะเขาเป็นคนทบทวนตัวเองจนเขาคิดได้ จนเขาเป็นคนดีขึ้นมาน่ะ คนคนนั้นเป็นคนดีขึ้นมาไหม
คนพาลนะ มันระรานสังคมไปหมดน่ะ แล้ววันหนึ่งเขากลับตัว เขาเป็นคนมีศีลมีธรรมขึ้นมา เขาเป็นคนดีไหม
นี่ก็เหมือนกัน ปฏิบัติน่ะ คนพาล เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ไม่เห็นคุณค่า ไม่เห็นอะไรเลย แต่พอมีศรัทธาความเชื่อ มันมีศรัทธาขึ้นมา เป็นปัญญาชน จะหัดปฏิบัติ ดีไหม ได้บุญหรือได้บาป
มันได้บุญอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าพอเข้าไปเผชิญกับกิเลส กิเลสมันดีดเอาไง พอกิเลสมันดีดเอา ทำสมาธิไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ก็พาลอยู่นี่ ไอ้นี่คำถามแบบคนพาล จบ
“๒. ผมภาวนาที่วัดหลายปี แล้วยังทำสมาธิไม่เป็นสมาธิดี แล้วผมก็นึกพิจารณากาย ฉะนั้น พอพิจารณากายไปแล้วมันเห็นเลือดเห็นเนื้อ สิ่งนี้มันเป็นการเห็นกายหรือไม่”
ไอ้นี่มันเป็น เขาเรียกว่าธรรมเกิด เห็นกายนั่นเป็นเรื่องหนึ่งนะ ไอ้ที่ว่าเราบอกว่า สิ่งที่ทำสมาธิได้ เห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง แล้วได้พิจารณา นั่นได้บริหาร ได้ใช้ปัญญา
แต่เวลาคนมันเห็นแล้ว มันเหมือนเราเห็น แต่เรามีสิทธิ์ไหม เราถือสิทธิ์ได้ไหม เวลาวงกรรมฐานเขาสอนไง ครูบาอาจารย์ไง บอก คนทำความผิด ถ้าเราจับตัวเขาไม่ได้ เราจะเอาเขาไต่สวนได้อย่างไร
นาย ก. ฆ่าคนตายแล้วนาย ก. หนีไป รู้ตามความเป็นจริง แต่เราจับนาย ก. ไม่ได้ แล้วเราจะเอานาย ก. มาสอบสวนอย่างไร เราจะเอานาย ก. ขึ้นศาลอย่างไร
นี่ก็เหมือนกัน การเห็นกาย การเห็นกายถ้าเราเห็นแล้ว ถ้ามันเห็นโดยสติปัญญานที่มีอำนาจวาสนา มันจับของมันได้ อุคคหนิมิต อุคคหะ แล้ววิภาคะคือนิมิตนั้นขยายส่วนแยกส่วนเป็นไตรลักษณ์ ทำได้หรือทำไม่ได้ นี่ในวงกรรมฐาน แต่เวลาเราทำได้หรือไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง
ฉะนั้น พอจิตมันไม่เป็นสมาธิ แต่เราระลึกถึงกาย
ถ้าไม่ฝึกหัด ไม่ทำสมาธิเลย มันจะไม่เกิดภาพอย่างนั้น ภาพที่ โอ้โฮ! มันเห็นเลยนะ มันมหัศจรรย์เลยนะ เห็นเป็นเลือดหนอง โอ้โฮ! มันมหัศจรรย์ นี่เวลาธรรมเกิด
เวลาธรรมมันเกิดนะ ธรรมหมายถึงว่าจิตมันมีคุณธรรมขึ้นมาบ้าง จิตมันมีมาตรฐาน จิตมันมีกำลัง จิตมันเข้าสู่พระพุทธศาสนา แต่มันยังไม่เข้าสู่มรรค สู่มัคโค ทางอันเอก สู่ความสมบูรณ์แบบในพระพุทธศาสนา
มันต้องมีส่วน ถ้าไม่มีส่วน มันเกิดภาพอย่างนี้ไม่ได้ ไอ้ภาพอย่างที่เห็นนั่นน่ะ แล้วไอ้ภาพที่เห็น คนเป็นเยอะแยะเลย เวลาจิตมันไปรู้ไปเห็น อาการทั้งนั้นน่ะ เขาเรียกอาการส่งออก แต่อาการส่งออกมันต้องมีจิต มันถึงส่งออกสิ
แต่เดิมเวลาเราคิดอยู่นี่ ฟุ้งซ่านอยู่นี่ จิตมันส่งออก มันไม่ใช่ ไอ้นี่สันดานเดิม สันดานดิบ สันดานดิบของความเป็นมนุษย์ไง แต่มนุษย์เราก็มาฝึกหัดปฏิบัติของเรานี่ไง จากปุถุชนเป็นกัลยาณชน จากสันดานดิบ สันดานดิบตามแต่บุญและบาป มันคิดของมันไปตามธรรมชาติของมันร้อยแปด แล้วถึงเวลาแล้วเราจากสันดานดิบให้มันเป็นปัญญาชนอย่างนี้ แต่มันยังไม่เป็นสมาธิ มันต้องมีความสงบของใจมาเป็นพื้นฐาน มันถึงเห็นภาพอย่างนั้นได้
ทีนี้เวลาคนฝึกหัดปฏิบัติโดยทั่วไปทำสมาธิๆ ไปรู้ไปเห็นอะไร
อาการอย่างนี้ อาการอย่างนี้ที่เกิดขึ้น พอเกิดขึ้น ตัวเองซาบซึ้งกับอาการนั้น ความรู้อันนั้น แล้วเวลาคนที่ฝึกหัดปฏิบัติเขาก็เกิดอาการอย่างนี้ แล้วเขาก็ว่าเขาบรรลุธรรม เขาจำอาการนี้ไง เขาคิดว่าอาการนี้เป็นอาการบรรลุธรรม เพราะมันรู้มันเห็นกายไง แล้วมันปล่อยวางหมดแล้วไง จิตมหัศจรรย์ไง ไร้สาระ
มันมีสเต็ปของมันนะ ปุถุชน กัลยาณชน จิตสงบแล้วเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง นี่ไง ปฏิบัติในแนวทางพระพุทธศาสนา สติปัฏฐาน ๔ ไง
แล้วสติปัฏฐาน ๔ อย่างไร
เราพูดทุกวัน สติปัฏฐาน ๔ ปลอมๆ ไง สิ่งนี้มันมีส่วน มีคุณสมบัติอยู่ แต่มันก็ยังไม่เป็นข้อเท็จจริงไง แต่ถ้าไม่รู้ไม่เห็นเลย มันจินตนาการโดยอารมณ์ มันหยาบกว่านี้ เวลาภาวนาไปมันมีเหตุการณ์อย่างนี้ร้อยแปดพันเก้า มันถึงต้องมีครูบาอาจารย์ไง ไอ้อย่างนี้มันเบสิก มันเป็นพื้นฐาน ถ้าใจมันเป็น แล้วมันเป็นหรือเปล่า
ไอ้นี่มันเป็น แต่เป็นด้วยตัวของตัวเอง แต่สงสัย นี่ก็ถามหลวงพ่อมาไง หลวงพ่อตอบมา
หลวงพ่อตอบ ก็ธรรมเกิด แล้วเกิดแล้วมันก็เป็นคุณสมบัติของใจดวงนั้น แล้วมีอะไรต่อ
ถ้าต่อ เริ่มต้นก็ทำสมาธิไง ให้มันเป็นสมาธิให้ได้ แล้วฝึกหัดให้ได้ ถ้าฝึกหัดให้ได้มันก็เป็นไปได้ นี่ข้อที่ ๒.
“๓. ผมเป็นคนโทสะแรง”
โทสะแรงก็แล้วแต่ ไอ้นี่มันเป็นเรื่อง กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา จริตนิสัยของจิต ถ้าโทสะแรงก็ฝึกหัดแผ่เมตตา แล้วเมตตาได้มากน้อยขนาดไหนมันก็เป็นส่วนหนึ่ง
“๔. ผมเป็นคนเดินไม่สะดวก ผมจะเดินจงกรมอย่างไร จะทำอย่างไร”
เดินจงกรมก็ได้ ยืนก็ได้ ทำสมาธิก็ได้ ถ้าคนเป็นแล้วนะ ไอ้นั่นมันเป็นกิริยา เห็นไหม
ไอ้นี่จะเข้าขี้ๆ อีกแล้ว
ยืน เดิน นั่ง นอน มันเป็นกิริยา มันเป็นการเคลื่อนไหวของกายกับใจ การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติก็ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติเพื่อค้นหาใจของตนด้วยอิริยาบถ ๔ เดิน ยืน นั่ง นอน อะไรก็ได้เพื่อไม่ให้นั่งหลับ เพื่อไม่ให้ยืนหลับ เพื่อไม่ให้เดินหลับ
เดินจนหลับ เคยเห็นไหม ในวงกรรมฐานมีทั้งนั้นน่ะ เดินจนหลับ หลับทั้งเดินๆ นั่นแหละ
มันถึงว่าอิริยาบถ ๔ แต่อิริยาบถ ๔ นี้เพื่อหาใจของตน ถ้าหาใจของตนได้ เราก็หลบหลีกเอา ไม่ใช่ว่าจะต้องเดินจงกรมอย่างเดียว นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
๓. ร่างกายมันไม่เป็นปกติ
แล้วถ้าไม่เป็นปกตินะ ถ้านั่งไปแล้วมันเป็นอาการอย่างนั้น ไอ้นี่ก็เพราะโทสจริตไง จะเอาให้ได้ไง เอาให้ได้ มันถึงเวลามันไม่ได้ไง
เวลาทำอย่างไรก็แล้วแต่ ให้มันเข้มข้นไว้ก่อน มันดีกว่าปล่อยปละละเลย แต่ทำไม่ได้มันก็เป็นอำนาจวาสนา เป็นบุญของสัตว์
๕. พูดถึงว่าเวลามันเป็น
“๖. ปัญญาอบรมสมาธิผมทำไม่ได้เลย ผมทำอะไรก็ไม่ได้เลย ปัญญาอบรมสมาธิของหลวงพ่อผมทำไม่เป็น”
ไอ้นี่มันอยู่ที่จริตนิสัย แล้วฝึกหัด เรายังคิดว่า อาการอย่างนี้ มีความรู้สึกอย่างนี้ ใช้สติปัญญา ปัญญาอบรมสมาธิคือมีสติเท่าความคิดเท่านั้นน่ะ ไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่นซ้ำ ไอ้นี่ไปคิดเรื่องอื่นมาซ้อนไง
มีสติเท่ากับความคิดของตน มันจะคิดอะไรให้มันคิดไป แล้วมีสติเท่าทัน พอมันคิดจบ มึงบ้าหรือเปล่า มันจะอายเรื่อยๆ มันจะเท่าทันเรื่อยๆ แล้วถ้ามันจืดมันชืด ทำอะไรไม่ได้ ก็กลับมาพุทโธ พุทโธไม่ได้ก็กลับไปปัญญาอบรมสมาธิ
ปัญญาอบรมสมาธินี่หลวงปู่ดูลย์ หลวงตาพระมหาบัวนี่ปัญญาอบรมสมาธิเลย แต่ท่านก็พุทโธด้วย อย่างเรานี่ปัญญาอบรมสมาธิครับ ใช้ปัญญาอย่างเดียว แต่ทำสมาธิด้วย เช่น อัปปนาสมาธิ เวลาเราพุทโธจนลงหมดเลย จิตมันหมุนลง เพราะอะไร
เพราะอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่เจี๊ยะบอก “ไอ้หงบ กูไม่เชื่อมึงภาวนาเป็นหรอก ถ้ามึงภาวนาเป็นมึงต้องพุทโธได้”
เราก็ไปพุทโธกับหลวงปู่เจี๊ยะ ดิ่งลง โอ้โฮ! จนหลวงปู่เจี๊ยะบอก “ไอ้หงบ ทำไมมึงนั่งเอียงๆ อย่างนั้นน่ะ”
บอก “จิตกำลังดีเยี่ยมเลย ใสหมดเลย”
ฝึกหัดทั้งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ ฉะนั้น ฝึกหัดแล้วมันจะเข้าใจหมด
ฉะนั้น เวลาคนฝึกหัดแล้วมีประสบการณ์อย่างไรมา เวลาเทศน์ออกมาก็เทศน์จากประสบการณ์นั่นแหละ ประสบการณ์ของคนนั้น เราถึงว่าเรามีประสบการณ์ที่หลากหลาย เพราะเรามีครูบาอาจารย์หลายองค์ องค์ไหนเก่งทางไหน เราก็ไปศึกษา องค์ที่เป็นพระวิปัสสนา ไม่ใช่องค์ที่เป็นเกจิอาจารย์มีความรู้เยอะ ไม่ใช่
พระวิปัสสนาคือรู้แจ้งด้วยสติด้วยปัญญา เราไปฝึกหัดมาอย่างนั้น เราถึงขี้โม้ มันรู้ แล้วใครมาหลอกนี่มัน เฮ้ย! เฮ้ย! เลยนะ แล้วพูดออกมาก็ว่ามึงเก่ง
เรามีครูบาอาจารย์นะ เราไม่ได้คิดเอง เรามีคนควบคุมเราด้วย เราฝึกหัดมาด้วยความเป็นข้อเท็จจริง จบ
ถาม : ข้อ ๓๑๑๓. เรื่อง “ใจสำคัญที่สุด”
ตอบ : โอ้โฮ! นี่เขียนมาอีก ๕–๖ หน้าแน่ะ เวลามันไล่ตูดแล้ว
เขาบอกว่าเขามาภาวนาที่วัด ๓ คืน มันมีความกลัวมากมายมหาศาล กลัวอยู่เต็มที่เลย กลัวจนเต็มที่ถึงที่สุดแล้วก็มาย้ำคิดย้ำทำ สุดท้ายแล้วเวลาจิตมันลงขึ้นมามันหายกลัวเลย
หายกลัวนี่มันเขียนมาเยอะมาก ฉะนั้น สิ่งที่กว่าเขาจะหายกลัว เขาทุกข์เต็มที่ของเขา ถ้าเขาทุกข์เต็มที่ของเขานะ จนมาวันหนึ่ง เวลาเขาชนะความคิดของเขาได้ เพราะว่าอะไร เพราะเขาสังเกตถึงเทียน ถึงเทียนที่มันจุดไว้ ที่แสงมันริบหรี่ต่างๆ นี่มันมีประเด็น
แต่เดิมมันกลัวและไม่กลัว มันอยู่ที่เป็นอารมณ์ อารมณ์อยู่ภายนอก แต่ว่าถ้าเราคิดของเราได้ อย่างเช่นเมื่อวานมีลูกศิษย์มาคนหนึ่ง เขาเคยนั่งไปแล้วมันสว่างหมดเลย เขาก็อยากได้ แล้วเขามาหาเรา ๓–๔ รอบแล้ว เมื่อวานเขามาบอก มันยังไม่ได้
เราบอก แสงสว่างนั้น เทียนเล่มหนึ่ง แสงสว่างจากเทียนเกิดจากไส้เทียน ถ้ามีไส้เทียน จุดเทียน เทียนที่ไม่มีไส้มันก็จุดไฟไม่ได้ เทียนที่มีไส้ เขาก็จุดที่ไส้เทียนนั้น แต่ไส้เทียนนั้นมันให้แสงสว่างเป็นแสงเทียน
จะบอกว่าไอ้แสงสว่างๆ เราฟังแล้ว อู๋ย! เราก็พูดสว่างอยู่เหมือนกันนะ แต่แสงสว่างมันเกิดจากจิต ต้องจิตสงบมันถึงเห็นแสงอย่างนั้น
ไอ้ความคิดกลัวๆๆ เกิดจากจิต แต่เราไม่มีเหตุมีผลขึ้นมามันก็เท่าทันจิตเราไม่ได้ แต่ถ้ามันมีเหตุมีผล มันมีประเด็นขึ้นมา นี่เขามาพิจารณาของเขาเกิดปัญญาขึ้นมา ความกลัวก็หายไป
ความกลัว เห็นไหม ความกลัว ความกล้า อาการของจิตทั้งนั้น ถ้าจิตเป็นปกติแล้วมันจะเท่าทันของมัน เท่าทันหัวใจของมัน ถ้าเท่าทันหัวใจของมัน เห็นไหม
นี่พูดถึงว่าเขาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เขียนมาอีก ๑๐ หน้า เวลาเรามันไม่มีแล้วล่ะ ฉะนั้น เวลาเขาพูดพรรณนามามากมาย ถ้ามากมายขึ้นมาแล้วนะ เขาก็พยายามจะเอาประสบการณ์ที่นั่งสมาธิ แล้วมันมีอาการไปเห็น ไปเห็นภาพ เห็นถึงอดีต เห็นต่างๆ แล้วกลับมาสอนตน
ถ้ากลับมาสอนตนได้มันจะเกิดปัญญา แล้วปัญญาที่เกิดขึ้น ปัญญาอย่างนี้เราฝึกหัดขึ้น ถ้าจิตสงบแล้วเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม วิปัสสนาอ่อนๆ
ปัญญาในพระพุทธศาสนาต้องเกิดจากสมถกรรมฐาน สมถกรรมฐานคือสัมมาสมาธิ คือจิตดวงนั้น
“จิตดวงนั้นปัญญามันจะเกิดเอง” เพราะคำว่า “ปัญญามันจะเกิดเอง” มันถึงไปตามอวิชชา ไปตามมาร เพราะมันเกิดเองไม่มีสติไม่มีปัญญา คือไม่ได้บริหาร ถ้าจิตสงบแล้วบริหารไม่เป็นก็ติดสมาธิ ถ้าติดสมาธิก็ฝึกหัดใช้ปัญญา เขาเรียกว่าวิปัสสนาอ่อนๆ
วิปัสสนาอ่อนๆ หลวงตาพระมหาบัวท่านเทศน์ว่าเวลาปัญญาท่านหมุนติ้วๆ นั่นน่ะธรรมจักร นั่นน่ะวิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ งานในมรรค งานในสติ งานในปัญญา แต่สติปัญญานั้นต้องมีสัมมาสมาธิเป็นพื้นฐาน
พอเป็นพื้นฐานขึ้นมา คำว่า “พื้นฐาน” เพราะกิเลสมันสงบตัวลงถึงเป็นสมาธิได้ ถ้ากิเลสจะไม่สงบตัวลง มันมีกิเลส สมุทัยเจือปนมา คือมีกิเลสมีส่วนในสมาธินั้น
ฉะนั้น คำถามแรกที่บอกว่า จิตยังไม่เป็นสมาธิ แต่มันมีความสงบไง แต่มันไม่ชอบธรรมไง มันถึงเห็นอย่างนั้น แล้วรักษาสิ่งนั้นไม่ได้
แต่ถ้าเห็นโดยความเป็นจริง ฝึกหัดปฏิบัติมันจะเกิดวิปัสสนาอ่อนๆ คือฝึกหัดการใช้ปัญญา ปัญญาถ้าไม่ฝึกหัดก็ใช้ไม่เป็น
ปัญญาที่ไม่เคยเห็นเลย ไม่เคยมี เขาบอก ทำสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดเอง
ปัญญามันจะเกิดเองได้อย่างไรวะ ปัญญาจะเกิดเองมันก็ไม่มีใครติดสมาธิเลยน่ะสิ ปัญญาจะเกิดเองก็ต้องฝึกหัด แล้วฝึกหัดถูกต้องชอบธรรมหรือไม่
นี่ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ถ้ามันถูกต้องชอบธรรม มันถึงจะเข้าสัมมาสมาธิ
นี่ไง เราถึงบอกว่าเราภูมิใจ เราเกิดมาเจอหลวงปู่จวน เจอหลวงตาพระมหาบัว เจอหลวงปู่เจี๊ยะ ๓ องค์นี้กระทืบเราแล้วกระทืบเราอีก หลวงตานี่หนักที่สุด หลวงตา โอ้โฮ! ฟัดเอาหัวแตก
หัวแตกนี่มันเปรียบเทียบ ไม่มีบาดแผล คำพูดทำบาดแผลคนไม่ได้ แต่ทำบาดแผลใจได้นะ แต่คำพูดนี้ไม่ได้ทำบาดแผลใจ เปิดใจ เปิดหัวใจ มหัศจรรย์
ฉะนั้น สิ่งที่ว่า คำถามที่ ๒. นี้เขาพูดถึงเขาไปรู้ไปเห็นอะไรมากมายมหาศาล
รู้เห็นนั้นมันก็เป็นการรู้เห็น ความรู้เห็นเป็นประสบการณ์ แต่จริงๆ แล้วเราจะต้องทดสอบให้มันเข้ามาเป็นความจริง
แล้วอย่างที่ว่านี่ ถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับไปเป็นธรรมดา มันจะรู้ได้เกิดอีก ๗ ชาติ พระโสดาบันต้องรู้ชัดเจนว่า วัฏฏะ วิวัฏฏะ จิตนี้เกิดอย่างไร เป็นมนุษย์อย่างไร สิ้นสุดอย่างไร
แล้วเรามีดวงตาเห็นธรรมในพระพุทธศาสนาไม่รู้เรื่องอย่างนี้เลย มันจะเป็นพระพุทธศาสนาได้อย่างไรวะ
พระพุทธศาสนา เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย
แล้วเกิดก็ไม่รู้ อยู่ก็ไม่รู้ ตายก็ไม่รู้ แล้วมันเป็นพระพุทธศาสนาตรงไหนวะ
ถ้าเป็นพระพุทธศาสนาไง เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีฝั่งตรงข้าม ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เอวัง